"โลกกำลังจะเปลี่ยนไป"
 
ขึ้นต้นเหมือนตอนต้นของหนังไตรภาค LOTR ไปหน่อย
 
แต่ประโยคนี้คือหนึ่งในประโยคสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว
 
เท้าความกันสักนิด เนื่องจากวันนี้ เราได้ชมภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง
 
คือเรื่อง Twilight Samurai ของ Yoji Yamada
 
ซึ่งเป็นหนังตั้งแต่เมื่อปี 2002 ซึ่งได้รับคำชมค่อนข้างมาก
 
และได้เข้าชิงออสการ์สาขาาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี2003
 
 
สำหรับตัวหนังจะเป็นการเล่าเรื่องของเซเบ ซามูไรระดับล่างซึ่งมีฐานะยากจน
 
โดยใช้วิธีการเล่าผ่านตัวละครซึ่งเป็นลูกสาว เซเบถือเป็นซามูไรที่มีศักดินาต่ำสุด
 
คือมีที่ดินแค่ 50 โคคุ แค่เสียภาษีไปอีก 20 ก็แทบจะไม่พอมาจุนเจือแม่ ภรรยาที่ป่วยและลูกสาวทั้งสองคนได้
 
เซเบจึงต้องอาศัยประกอบอาชีพเสริมทั้งทำไร่และกรงนกจนแทบจะไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเอง
 
อย่างไรก็ตาม ภรรยาของเขาก็จากไป และลูกๆทั้งสองกับย่าก็อยู่กันอย่างข้นแค้น...
 
(ไม่ขอเล่าต่อแล้วกัน แบบนั้นหาเรื่องย่ออ่านในเนตก็ได้ สปอยล์น่าจะเยอะ)
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ที่นี้มาพูดถึงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้กัน หนังที่เล่าเรื่องซามูไรมีเป็นร้อยเรื่อง
 
ทำไมเรื่องนี้ถึงมีอะไรที่น่าสนใจขนาดเข้าชิงออสการ์จะเค้าด้วย
 
อย่างแรกเลยคือ ตัวละครอย่างเซเบ คือบุคคลในยุคเปลี่ยนผ่าน
 
คือยุคสมัยที่เซเบมีชีวิตอยู่นั้น คือช่วงเวลาปลายสมัยเอโดะจนถึงเริ่มต้นยุคเมจิ
 
ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการปกครอง สังคม ของญี่ปุ่นค่อนข้างมาก
 
ทำให้ภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นปรากฏอยู่ในตัวละครพอสมควร
 
ในแง่ของทัศนคติที่เซเบมีต่อสังคม ครอบครัว และฐานะซามูไรของเขา
 
เซเบมักจะกล่าวเสมอว่าโลกกำลังจะเปลี่ยน และหนังได้แสดงให้เห็นตรงนั้นจริงๆ
 
เช่นการปรากฏของอาวุธปืน การที่เซเบเริ่มหันมามองว่าซามูไรอย่างเขาแทบจะเสียความเป็นซามูไรไปแล้ว
 
จนเขาไม่อาจจะเชื่อมั่นในสัญชาตญานของตนเองที่จะจับดาบขึ้นปลิดชีพใครอีกครั้ง
 
นอกจากนี้ในแง่ของ ฉายาของเซเบ ซึ่งคนมักเรียกเขาว่า "เซเบ ยามสายัณห์" นั้น
 
(ซึ่งจริงๆมาจากสาเหตุที่เซเบมักจะรีบกลับบ้านในเวลาเลิกงานทันที เพื่อไปดูแลครอบครัว)
 
คำว่า "สายัณห์" คือช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนไปจากกลางวันเป็นกลางคืน
 
แสดงให้เห็นถึงการพยายามนำเสนอเรื่องรอยต่อของยุคผ่านตัวละครได้อีกนัยหนึ่ง
 
เหมือนชื่อหนังที่ตั้งออกมาว่า Twilight Samurai ซามูไรยามสายัณห์
 
คือหนังต้องการพรีเซ้นต์ความสำคัญและบทบาทของซามูไรที่ค่อยๆจางหายไปนั่นเอง
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
สะท้อนภาพวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอย่างชัดเจน อันนี้คือชัดจริงๆ ญี่ปุ่นจ๋าๆเลย
 
สำหรับคนที่ไม่ชอบความเนิบและนาบ ซึ่งเป็นลักษณะสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่น
 
อาจจะทนดูหนังเรื่องนี้ไม่ไหว หรืออาจจะถึงกับไม่ชอบไปเลยทีเดียว
 
แต่หนังก็ได้ให้ภาพของวิถีแบบเซนไว้เยอะมาก ตั้งแต่ตื่นนอน กินข้าว ทำงาน
 
ทั้งหมดแสดงให้เห็นสังคมสมัยนั้นได้อย่างลงตัวและสวยงาม
 
สำหรับเราซึ่งชอบอะไรแบบนี้ ดูไปแล้วก็เพลินตานะ
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
"วิถีซามูไร" หนทางแห่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี
 
หากคนเคยดูหนังซามูไรแบบฟันกันเลือดสาด ตัวเอกเท่ๆ
 
แต่งตัวดีๆ มีผู้ติดตามดูยิ่งใหญ่ ขบวนรบอลังการ ชักดาบที่เสียงดังวิ้งงงงง

ขอโทษทีนะ เรื่องนี้ไม่มีฉากทำนองนี้เลย แต่เรารับรู้ได้ถึงสิ่งนี้
 
สิ่งนี้เราหมายถึง "ความเป็นซามูไร" นะ เราว่าหลายๆคนอาจจะติดภาพแค่ตรงนั้น
 
ตรงที่ซามูไรจะรักษาเกียรติยศในสนามรบและการดวลอย่างเต็มที่
 
แต่จริงๆแล้วมันมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมาก เช่น การรักษาความสะอาดของร่างกาย
 
อย่างตอนที่เซเบได้พบผู้ครองแคว้น โดยที่ไม่ได้อาบน้ำ จนตัวส่งกลิ่น
 
เรื่องเล็กๆ แค่นี้ กลายเป็นเรื่องใหญ่โตชนิดขายหน้าไปทั้งตระกูลได้เลยเชียวนะ
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
"ความเหลื่อมล้ำทางเพศ" การกดขี่เพศหญิงที่ยังมีอยู่
 
อันนี้ก็มีแทรกๆนะ ในเรื่องของการที่คุณปู่มองว่าการให้การศึกษากับเด็กผู้หญิงมากเกินไป
 
จะเป็นการเสียเปล่า ขนาดที่พูดออกมาเลยว่า "ให้เรียนเยอะไป มันจะหาสามีไม่ได้" กันเลย
 
แถมยังมองว่าเพศหญิงก็มีหน้าที่ให้กำเนิดบุตรและดูแลปรนนิบัตืสามีเท่านั้น
 
นางจะสวยหรือฉลาดไหม ไม่ใช่ประเด็นสำหรัยคนสมัยนั้น
 
นอกจากนี้ยังมีการที่โทโมเอะ นางเอกของเรื่องถูกพี่สะใภ้ตำหนิเรื่องการพูดคุยกับผู้ชาย
 
ขณะที่โทโมเอะตั้งใจจะเดินออกไปทักทายเซเบซึ่งคลาดกันที่ถนน
 
แสดงว่าเพศหญิงในช่วงเวลานั้น ค่อนข้างจะถูกมองเป็นพลเมืองชั้นสองของสังคม
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
"สถาบันครอบครัว" คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเซเบ

อันนี้เป็นส่วนที่เราชอบมากๆของหนัง คือจะแสดงความสัมพันธ์ของเซเบกับลูกๆเสมอ
 
จนถึงขนาดที่ลูกสาวของเขา แม้จะไร้ผู้เป็นแม่มาดูแลแล้ว ก็ไม่รู้สึกขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด
 
เซเบดูแลลูกสาวของเขาอย่างดี ทั้งเรื่องการศึกษา มารยาท และอาหารการกิน
 
ไม่ว่าเขาจะจนแค่ไหน เขาก็ต้องส่งลูกสาวเรียนหนังสือ แม้ว่าคนอื่นจะเห็นว่าไม่จำเป็น
 
สำหรับคนในสมัยนั้น หากลองดูแนวคิดของเซเบถือว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์ไกลพอสมควรทีเดียว
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
"ความรัก ความโรแมนติก และความทรงจำวันเยาว์"
 
ฟังดูชวนฝันไม่น่าเหมาะกับหนังแบบนี้ แต่มันก็มีนะ ^^
 
ความสัมพันธ์ของเซเบกับโทโมเอะ จัดว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์ลึกซึ้งมาก
 
คนสองคนที่เสมือนเป็นรักแรกของกันและกันมาตลอดจนได้มาพบกันอีกครั้ง
 
มันดูโรแมนติกนะ แต่เป็นความโรแมนติกที่สัมผัสได้โดยไม่ต้องมีคำพูด
 
ดูมาทั้งเรื่อง ไม่เคยได้ยินคำบอกรักสักคำ แต่เรากลับรู้สึกว่าสองคนนี้เขามีความรักกันอย่างลึกซึ้งจริงๆ
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
จนมาถึงตอนนี้แล้ว สิ่งที่อยากจะบอกคือภาพยนตร์เรื่องนี้
 
ไม่ใช่แค่หนังซามูไรที่จะมาฟันกันเลือดสาดให้ดูอย่างเดียว
 
แต่สอดแทรกหลายสิ่งหลายอย่างในความเป็นญี่ปุ่นเข้าไปอย่างลงตัว
 
คนชอบหนังอารมณ์แบบค่อยเป็นค่อยไป มีสุนทรียในการเล่าแบบช้าๆ
 
ค่อยๆปูเรื่องไปอย่างไม่รีบร้อนเหมือนนั่งดูแมงมุมชัดใย
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีนะคะ
 
 
 
 
ป.ล. จริงๆมีอะไรอยากเขียนอีกเยอะ แต่แค่นี้ก็เยอะแล้วนะ = =
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

#1 แต่งานของอากิระ คุโรซาว่าน่าจะออกมาฉูดฉาดมากกว่านะคะ ดูแล้วฝรั่งชอบแกเยอะ

#2 By Ins0mniac on 2011-12-28 13:26

เรื่องนี้ผมนึกถึง rashomon กับ seven samurai เลยครับ โทนอารมณ์ใกล้กันมาก

#1 By keaaaa on 2011-12-28 00:48